หากคุณเคยประทับใจกับความอบอุ่นของอาหารใต้รสมือแม่ในบรรยากาศ Family Sharing พอร์ชันใหญ่ๆ ของ “ครัวบ้านอิน” วันนี้เราอยากชวนคุณมาเปิดประสาทสัมผัสและลบภาพจำเหล่านั้นไปให้หมด! เพราะนี่คือการกลับมาครั้งสำคัญในโปรเจ็กต์สุดพิเศษที่จะเนรมิตพื้นที่ของ SIWILAI CITY CLUB ให้กลายเป็นเวทีประชันฝีมือของ เชฟอิน-ณรงค์ฤทธิ์ แซ่ขอ
การเทคโอเวอร์ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 นี้ จะไม่เหมือนครั้งไหนๆ เพราะเชฟอินตั้งใจจะพาทุกคนเดินทางผ่านรสชาติอาหารใต้บ้านเกิดอย่างระนอง นำมาดีไซน์ใหม่ให้มีความเป็นสากลและร่วมสมัยในสไตล์เวสเทิร์น โดยชูวัตถุดิบส่งตรงจากพ่อๆ แม่ๆ ในชุมชนทั่วไทยกว่า 90% เรียงร้อยเป็นคอร์สอาหารที่เรียบหรู คลีน นัวละมุน แต่อัดแน่นไปด้วยเรื่องราวที่อ่านแล้วต้องอยากตามไปชิม

เส้นทางฝันจากชานเมืองระนอง สู่บทบาท “เชฟชุมชน” ผู้หลงรักเสน่ห์ท้องถิ่น
เบื้องหลังจานอาหารที่สวยงามและลุ่มลึก ย่อมมีเรื่องราวการเดินทางที่น่าสนใจเสมอ เชฟอินเล่าให้ฟังว่าในวัยเด็กเขามีความฝันโลดโผนอยู่ 2 อย่าง คือการเป็นนายอำเภอเจริญรอยตามคุณพ่อที่เป็นผู้ใหญ่บ้าน หรือไม่ก็เป็นเชฟที่เก่งกว่าคุณแม่ที่เป็นแม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยว ด้วยความที่เป็นเด็กหัวรั้นและทะเยอทะยาน เขาตัดสินใจเลือกเส้นทางสายวิทย์เพื่อปูทางสู่ความฝัน และในที่สุดหัวใจก็เทไปให้ผ้ากันเปื้อนและกลิ่นอาหาร เชฟอินมุ่งมั่นทำกิจกรรมจนคว้าทุนเรียนต่อด้านอาหารที่มหาวิทยาลัยสวนดุสิตได้สำเร็จ
ทว่าจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่หล่อหลอมให้เขากลายเป็นเชฟที่มีหัวใจผูกพันกับผืนแผ่นดินไทย เกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 ที่ทำให้เขาได้ก้าวเข้ามาร่วมงานกับ Social Enterprise (Local Alike) และรับบทบาทเป็น “เชฟชุมชน” ลงพื้นที่ทำงานร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นานถึง 5 ปีเต็ม เพื่อช่วยยกระดับและเพิ่มมูลค่าให้อาหารพื้นบ้านทั่วประเทศ
“ปีแรกๆ ผมยอมรับเลยว่าเราใส่ ‘อีโก้’ ของเด็กสายแข่งเข้าไปเต็มๆ บังคับให้ชาวบ้านใช้เจลาติน ใช้วิปปิ้งครีม ซึ่งในชุมชนเขาไม่มีหรอก เขามีแค่กะทิกับผงวุ้น จนกระทั่งผมได้ไปทำงานที่ชุมชนดงเย็น สุพรรณบุรี ชาวบ้านเดินมาขอบคุณผม บอกว่าเมนูที่เชฟคิดให้ ลูกค้าชอบกันมาก ซึ่งเมนูนั้นมันง่ายมากครับ ชุมชนเขามีลูกหม่อนเยอะมาก ผมแค่นำหม่อนมาหมักให้เปรี้ยว เทใส่แก้ว ใส่น้ำแข็ง โซดา แล้วบีบมะนาว กลายเป็น ‘หม่อนหมักโซดา’ วินาทีนั้นผมตกตะกอนทันทีว่า ชุมชนไม่ได้ต้องการอะไรที่ไกลตัวเลย หน้าที่ของเราคือการนำสิ่งที่ดีเยี่ยมอยู่แล้วรอบตัวเขามา ‘แต่งหน้าทาปากใหม่’ มอบมุมมองและวิธีนำเสนอเพื่อเพิ่มมูลค่าให้สูงขึ้น นั่นแหละคือสิ่งที่ผมทำมาตลอด” เชฟอินเล่าด้วยรอยยิ้ม
บทพิสูจน์ครั้งใหม่ ต่อยอดแรงบันดาลใจจากอเมริกา สู่คอนเซ็ปต์ “Simple แต่ Modern”
หลังจากผันตัวมาเปิดร้านอาหารของตัวเองจนโด่งดัง ล่าสุดเชฟอินได้เดินทางไปหาประสบการณ์ ท่องเที่ยว และชิมอาหารไฟน์ไดนิ่งทั่วโลก รวมถึงเพิ่งกลับมาจากสหรัฐอเมริกา ประสบการณ์เหล่านี้กลายเป็นเชื้อไฟชั้นดีในการจัดทำโปรเจ็กต์เทคโอเวอร์ครั้งนี้ ซึ่งเชฟอินวางแนวคิดหลักไว้ 3 ประการ คือ การหยิบรากเหง้าอาหารใต้ระนอง มาร้อยเรียงร่วมกับ การชูวัตถุดิบไทยจากชุมชน และนำมาตีความใหม่ในรูปแบบร่วมสมัยสไตล์เวสเทิร์น
รสชาติในรอบนี้จะมีความละมุนละไมขึ้น ไม่ดุดันเท่าใต้แท้ๆ มีการปรับความนัวด้วยครีมเพื่อให้กินง่าย แต่ไม่ทิ้งกลิ่นอายดั้งเดิม หน้าตาอาหารจะดูคลีน สะอาดตา ตามเทรนด์โลกแบบ “น้อยแต่มาก” (Simple แต่ Modern) ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายมาก เพราะเชฟอินต้องรื้อวิชาสมัยเรียนและสมัยแข่งทำอาหารตะวันตกมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้งหลังจากทำอาหาร Authentic มานาน
ส่องคอร์สเมนูไฮไลต์ การเดินทางของรสชาติที่ไล่ระดับความสนุกอย่างน่าหลงใหล
ความพิเศษของคอร์สนี้คือการสะท้อนตัวตนของเชฟอินใน 2 มุมมองอย่างชัดเจน นั่นคือการเป็น “เชฟอาหารใต้” และ “Content Creator” แถวหน้าของเมืองไทย โดยดีไซน์พอร์ชันให้พอดีคำ กินสนุก และไต่ระดับความเข้มข้นขึ้นไปเรื่อยๆ ตั้งแต่คำแรกจนถึงคำสุดท้าย
เริ่มต้นการเดินทางด้วย Appetizer (ความสดชื่นรื่นรมย์และซู่ซ่า)

ยำใบเหลียงฟิวชันญี่ปุ่น: เปิดประเดิมคำแรก (Amuse Bouche) ชวนให้นึกถึงระนองบ้านเกิด ด้วยแผ่นแป้งเวียดนามห่อสาหร่ายทอดกรอบให้เคี้ยวเพลิน ทอปด้านบนด้วยยำใบเหลียงสูตรคุณแม่ที่นำมาเคี่ยวจนงวด คลุกเคล้ากุ้งแม่น้ำและมันกุ้งเยิ้มๆ โรยใบเหลียงซอยทอดกรอบ เป็นการลิงก์ความเป็นใต้ในรูปแบบใหม่ที่ว้าวสุดๆ
แซลมอนซอสอโวคาโดซีฟู้ด: ยกระดับความตื่นเต้นขึ้นมาอีกสเต็ป ด้วยการนำอโวคาโดมาปั่นเนื้อเนียนเบลนด์เข้ากับน้ำจิ้มซีฟู้ด เพื่อลดทอนความจัดจ้านลง แต่เพิ่มความนัวละมุน นำไปคลุกกับแซลมอนสด เสิร์ฟคู่กับขนมปังบริออช (Brioche) ฉ่ำเนยฝรั่งเศส ให้รสชาติซู่ซ่าพร้อมไปต่อ
ถัดมาที่คอร์สจานหลัก (ความละมุนละไมและเนื้อสัมผัสชั้นเลิศ)
หมี่ซั่วแกงคั่วปูก้อน: เมนูไฮไลต์ที่เชฟอินเคยนำไปทำที่อเมริกาแล้วฝรั่งยกนิ้วให้มากที่สุด! คราวนี้ใช้ปูก้อนโตส่งตรงจากสุราษฎร์ธานีแบบสดๆ ไม่ผ่านการแช่แข็ง (สะท้อนการเข้าไปแก้เกมช่วยชุมชนต้นน้ำเรื่องการเก็บรักษาวัตถุดิบ) ตัวแกงคั่วหอมกะทิและเครื่องแกงเข้มข้นขึ้นอีกระดับ เสิร์ฟพร้อมแผ่นคุกกี้กรอบและเส้นหมี่ซั่ว เป็นจานที่เชฟอินบอกว่าทำแล้วสบายใจและสะท้อนความถนัดของเชฟใต้ได้ดีที่สุด

กุ้งลายเสือคาเวียร์ซอสพริกเผามันกุ้ง: นำเมนูขายดีประจำครัวบ้านอินมาแต่งตัวใหม่ ใช้กุ้งลายเสือเนื้อเด้งที่ผ่านการซูวี (Sous-vide) คลุกเนยฝรั่งเศส เสิร์ฟพร้อม Potato Layer (มันฝรั่งสไลด์ซ้อนชั้นทอดกรอบ) เพื่อเพิ่มมิติให้เคี้ยวสนุกยิ่งขึ้น ก่อนจะตบท้ายด้วยความหรูหราจากคาเวียร์และซอสมันกุ้งพริกเผารสกลมกล่อม

สเต๊กเนื้อไทยวากิวมุกดาหาร (Main Course): เอาใจคนรักเนื้อด้วยวากิวสายพันธุ์ไทย-ญี่ปุ่นจากมุกดาหาร ที่เนื้อนุ่มและหอมละมุนไม่แพ้ต่างชาติ นำมาแพนเซียร์แล้วอาบด้วยเนยฝรั่งเศสจนชุ่มฉ่ำ วางบนแมชโปเตโต้เนื้อเนียน เคียงด้วยซอสมายองเนสโหระพาเนื้อนุ่มละมุนลิ้น และตัดเลี่ยนอย่างสนุกสนานด้วยยำเห็ดหูหนูดำ

ปิดท้ายค่ำคืนด้วย Dessert (ตัวตนฝั่ง Content Creator ที่ทุกคนคุ้นเคย)
มูสพิสตาชิโอช็อกโกแลตไทย เมื่อตัวตนฝั่งออนไลน์หยิบกระแสไวรัลอย่าง “ช็อกโกแลตดูไบ” มาดีไซน์เป็นขนมหวานไฟน์ไดนิ่ง ด้านในซ่อนเลเยอร์ช็อกโกแลตไทยชั้นเยี่ยมจากเชียงรายและซอสราสป์เบอร์รีรสเปรี้ยวอมหวาน ห่อหุ้มด้วยมูสพิสตาชิโอหอมมัน เสิร์ฟคู่กับพาลีน (ถั่วตัดสไตล์ตะวันตก) คูนาฟ่ากรุบกรอบ และคุกกี้พิสตาชิโอ เป็นบทสรุปที่ฟินและประทับใจ

ปักหมุดวันเวลา แล้วมาเจอกันที่เซ็นทรัล เอ็มบาสซี
นี่คือโอกาสเดียวที่คุณจะได้ลิ้มลองอาหารใต้ระนองในรูปลักษณ์ใหม่ที่โมเดิร์น เมืองขึ้น คลีนขึ้น แต่เต็มเปี่ยมด้วยหัวใจที่รักในวัตถุดิบท้องถิ่นของเชฟอิน แอบกระซิบว่าแต่ละรอบรับจำนวนจำกัดมากๆ ค่ะ!
วันจัดงาน: วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2569
รอบเวลา: (มีให้เลือก 2 รอบ) รอบที่ 1: 18.00 – 20.00 น. รอบที่ 2: 20.00 – 22.00 น.
สถานที่: SIWILAI CITY CLUB ชั้น 5 Central Embassy
ราคาคอร์สอาหาร: 2,500 บาท / ท่าน
ตัวเลือกเพิ่มเติม (Wine Pairing): 1,290 บาท / ท่าน
ใครที่อยากสัมผัสประสบการณ์ “ครัวบ้านอินสไตล์ไฟน์ไดนิ่ง” ห้ามพลาด เตรียมเคลียร์คิวให้พร้อมแล้วไปร่วมสนุกกับเรื่องราวของชุมชนไทยผ่านจานอาหารระดับสากลด้วยกันนะคะ!





