ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การดูแลสุขภาพไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องของร่างกาย แต่สุขภาพใจกลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ผู้คนให้ความสำคัญมากขึ้น ทั้งจากวิถีชีวิตที่เร่งรีบ ความเครียดในการทำงาน และการใช้ชีวิตท่ามกลางโลกดิจิทัล

คุณเจ-จินต์เจษฎ์ จันทร์เพ็ญ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เวลเกท ดิสทริบิวชั่น จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจด้านการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพภายใต้แบรนด์ Maxxlife มองว่า แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Health) มากขึ้น โดยเฉพาะการสร้างสมดุลระหว่างสุขภาพกายและสุขภาพใจ
“ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา เราทำงานร่วมกับร้านขายยาและเภสัชกรทั่วประเทศ โดยมีเครือข่ายร้านขายยากว่า 3,000 แห่ง ทำให้เห็นว่าพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากเดิมที่มองหาอาหารเสริมเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะด้าน วันนี้หลายคนหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองก่อนที่จะเกิดปัญหาสุขภาพ”
นอกจากการพัฒนาแบรนด์ Maxxlife แล้ว บริษัทยังทำหน้าที่เป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพให้กับหลายแบรนด์ในตลาดควบคู่กันไป ทำให้มองเห็นภาพรวมของอุตสาหกรรมอาหารเสริมและแนวโน้มของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

“ปัจจุบัน Maxxlife มีผลิตภัณฑ์มากกว่า 40 รายการ ครอบคลุมทั้งวิตามินและแร่ธาตุ สารสกัดจากธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร น้ำมันปลา และกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพในเชิงป้องกัน (Preventive Health) ซึ่งเป็นแนวคิดที่แบรนด์ให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง
“และหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าวคือผลิตภัณฑ์ HAP-PE ซึ่งแบรนด์ตั้งใจออกแบบให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ใส่ใจการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน โดยให้ความสำคัญกับองค์ประกอบหลายด้าน ทั้งการพักผ่อน ความผ่อนคลาย และสมดุลของร่างกาย ภายใต้แนวคิดที่ว่า ‘ความสุข’ ที่เป็นหนึ่งในพื้นฐานสำคัญของคุณภาพชีวิต”
เมื่อแนวคิดของผลิตภัณฑ์เกี่ยวข้องกับการส่งต่อความรู้สึกเชิงบวก คุณเจเล่าว่าแบรนด์จึงมองหาพันธมิตรที่มีแนวคิดสอดคล้องกัน จนนำไปสู่การร่วมงานกับ Smiley Original เจ้าของสัญลักษณ์หน้ายิ้มอันเป็นที่รู้จักทั่วโลก
“กว่าจะเกิดความร่วมมือนี้ขึ้นได้เรามีการพูดคุยกันค่อนข้างนาน เพราะอีกฝ่ายให้ความสำคัญกับทั้งแนวคิดของแบรนด์และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่เพียงเรื่องการออกแบบบรรจุภัณฑ์ แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งสองแบรนด์มีแนวคิดร่วมกัน คือความเชื่อว่ารอยยิ้มสามารถส่งต่อพลังบวกให้ผู้คนได้ โดย Smiley ถือกำเนิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังและกำลังใจ ขณะที่ HAP-PE ก็ได้รับการพัฒนาขึ้นในช่วงเวลาที่ผู้คนทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพใจมากขึ้น
“ด้วยแนวคิดที่สอดคล้องกัน จึงเกิดเป็นความร่วมมือระหว่างทั้งสองแบรนด์ และทำให้ HAP-PE เป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมแบรนด์แรกที่ได้รับอนุญาตให้นำสัญลักษณ์ Smiley Original มาใช้บนบรรจุภัณฑ์ ซึ่งสะท้อนถึงการสื่อสารแนวคิดเรื่องการใช้ชีวิตอย่างสมดุลและการส่งต่อพลังบวก มากกว่าการเป็นเพียงองค์ประกอบด้านการตลาด”
แม้ HAP-PE เปิดตัวสู่ตลาดได้ราว 2 ปี แต่ผลิตภัณฑ์ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค และในปีแรกของการวางจำหน่าย ยังได้รับรางวัล ASEAN Best Seller Awards ในงานบุคคลคุณภาพและธุรกิจดีเด่น กินรีทอง มหาชน อีกทั้งยังได้รับรางวัล Innovation Silver Medal จากเวทีนวัตกรรมระดับโลกที่นครดูไบ ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดในการคัดเลือกสารสกัดจากธรรมชาติ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน
“สำหรับเรา รางวัลไม่ใช่เป้าหมายปลายทาง แต่เป็นกำลังใจว่าทิศทางที่เราเลือกเดินได้รับการยอมรับในระดับหนึ่ง” คุณเจอธิบายว่าแนวคิดสำคัญของ HAP-PE คือการดูแลสุขภาพในระยะยาว หรือ Longevity ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงแต่การมีอายุยืนยาว แต่รวมถึงการรักษาคุณภาพชีวิตให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสมดุล ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ

อีกหนึ่งองค์ประกอบที่ทีมพัฒนาให้ความสำคัญคือ เทคโนโลยีการนำส่งสารอาหาร โดยผลิตภัณฑ์เลือกใช้ Cell Matrix Technology ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ต่อยอดจากองค์ความรู้ด้านการนำส่งสารอาหาร เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมของร่างกาย ภายใต้แนวคิดที่ต้องการให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากสารอาหารอย่างเหมาะสม
“เราไม่ได้ให้ความสำคัญแค่การคัดเลือกสารสกัด แต่ยังมองไปถึงกระบวนการนำส่งสารอาหาร เพราะเชื่อว่าคุณภาพของผลิตภัณฑ์เกิดจากทุกขั้นตอน ตั้งแต่วัตถุดิบ งานวิจัย ไปจนถึงเทคโนโลยีการผลิต ดังเช่นปรัชญาการดำเนินงานแบรนด์ ‘Happiness & Sustainable’ หรือการสร้างความสุขควบคู่ไปกับการเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่เพียงในมุมของธุรกิจ แต่รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแบรนด์ คู่ค้า และผู้บริโภค ผ่านผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาบนพื้นฐานของคุณภาพและความรับผิดชอบ”
ปัจจุบัน HAP-PE วางจำหน่ายทั้งผ่านช่องทางออนไลน์และร้านขายยาทั่วประเทศ โดยยังคงยึดแนวทางการให้ข้อมูลผ่านเภสัชกรและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับความต้องการของตนเอง
เมื่อถามถึงสิ่งที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในปัจจุบัน คุณเจมองว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากเดิมที่อาจเชื่อการโฆษณาหรือคำบอกเล่า วันนี้ผู้คนให้ความสำคัญกับการค้นคว้าข้อมูลและตรวจสอบแหล่งที่มามากขึ้น
“ผู้บริโภคยุคนี้มีข้อมูลอยู่ในมือ สามารถศึกษางานวิจัย อ่านบทความ หรือรับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญได้ด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้นสิ่งที่แบรนด์ต้องสร้างไม่ใช่แค่การรับรู้ แต่คือความน่าเชื่อถือ”
ดังนั้นความไว้วางใจไม่ได้เกิดจากการสื่อสารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมาจากคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ความโปร่งใสในการให้ข้อมูล มาตรฐานการผลิต และการนำเสนอข้อมูลที่ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบได้
“สุดท้ายแล้ว ผู้บริโภคจะเป็นคนตัดสินเองว่าอะไรเหมาะกับตัวเขา แบรนด์มีหน้าที่ทำข้อมูลให้ครบถ้วนและตรงไปตรงมา เพื่อให้ทุกคนสามารถเลือกดูแลสุขภาพได้อย่างมีเหตุผล” และเราก็มีอีกหนึ่งความจริงใจที่ทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจมากขึ้น คือ “การรับประกันความพึงพอใจ ไม่พอใจยินดีคืนเงิน” ซึ่งเราย้ำชัดกับแคมเปญนี้มาตลอด หากผู้บริโภคไม่เห็นผล ไม่รู้สึกชีวิตดีขึ้นจากผลิตภัณฑ์ของเรา เราคืนเงินให้เลย 100% ซึ่งไม่ใช่แค่คำพูดทางการตลาดนะครับ แต่เราปฏิบัติมาแบบนี้เสมอ เพราะบางคนอาจจะไม่แมทช์กับผลิตภัณฑ์บางประเภท แต่อาจจะเหมาะกับผลิตภัณฑ์ประเภทอื่น ซึ่งสุดท้ายเมื่อผู้บริโภคได้รับความจริงใจ ได้เงินคืนจริง ผู้บริโภคก็จะกล้าทดลองผลิตภัณฑ์อื่นของแบรนด์เราต่อไป เพราะมั่นใจจากความจริงใจที่เรามอบให้

ทั้งนี้การดูแลสุขภาพไม่ควรอาศัยผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มจากพื้นฐานของการใช้ชีวิตที่สมดุล ทั้งการกินที่เหมาะสม พักผ่อนให้เพียงพอ การออกกำลังกาย และการจัดการความเครียด ส่วนผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นเพียงอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถเข้ามาเสริมการดูแลสุขภาพในภาพรวมได้
คุณเจทิ้งท้ายว่า ไม่ว่ากระแส Wellness จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร สิ่งที่ผู้บริโภคให้คุณค่าเสมอคือ “ความจริงใจ ความน่าเชื่อถือและความมั่นใจ ไม่พอใจยินดีคืนเงิน” ซึ่งเป็นหลักการที่ Maxxlife ตั้งใจยึดถือในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการดำเนินธุรกิจมาโดยตลอด
https://www.facebook.com/happe.th





