“หากวันนี้คุณรู้สึกเหนื่อยล้าจากโลกสารสนเทศที่หมุนไว ลองพักสายตาจากหน้าจอมือถือ แล้วออกเดินทางไปสูดกลิ่นดิน กลิ่นไอแดด และความเขียวขจีที่แสนอบอุ่นใน “สวนในศีล” สวนเกษตรอินทรีย์ขนาดไร่ครึ่งใจกลางเมืองกรุงของคุณ เจ๋ง-อรรถกานท์ พิมพ์วงศ์ อดีตโปรดิวเซอร์รายการทีวีและบรรณาธิการข่าวช่อง 3 ผู้คร่ำหวอดในวงการสื่อมานานร่วม 30 ปี วันนี้เขาถอดหมวกคนทำข่าว แล้วหันมาสวมหมวก “เกษตรกรเต็มตัว” นานกว่า 7 ปี เพื่อเนรมิตผืนดินตรงนี้ให้เป็นทั้งบ้าน ศูนย์เรียนรู้ และพื้นที่แห่งความสุขที่พิสูจน์ให้เห็นว่า วิถีเกษตรตามศาสตร์พระราชานั้น คือคำตอบของชีวิตที่มั่งคั่ง ยั่งยืน และน่ารื่นรมย์เพียงใด”
จุดเปลี่ยนจาก ‘หน้าจอ’ สู่ ‘หน้าดิน’ ถอดรหัสลับความพอเพียง
“เศรษฐกิจพอเพียงจริงๆ แล้ว คือการสอนให้ตัวเองรวย และรวยมากๆ รวยเท่าที่ศักยภาพเราจะทำได้…” คำพูดประโยคนี้ของคุณเจ๋งสะกิดใจเราอย่างจัง แววตาของอดีตคนทำข่าวประกายความมุ่งมั่น เมื่อเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่เป็นเหมือนจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต

คำพูดประโยคนี้ของคุณเจ๋งสะกิดใจเราอย่างจัง แววตาของอดีตคนทำข่าวยังคงประกายความมุ่งมั่นเมื่อเล่าถึงวินาทีที่เป็นดั่งจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต ย้อนกลับไปในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) สวรรคต คุณเจ๋งได้รับมอบหมายให้ทำสารคดีพิเศษเกี่ยวกับพระองค์ท่าน และนั่นคือตอนที่เขาได้ดิ่งลึกเข้าไปเรียนรู้เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” และ “เกษตรทฤษฎีใหม่” จนพบความจริงที่ชวน ‘อะเมซิ่ง’

ความเข้าใจผิดของสังคมมักมองภาพความพอเพียงว่า คือความอัตคัด ซื้อสมาร์ทโฟนไม่ได้ ดูสมาร์ททีวีไม่ดี แต่ในความจริงไม่มีบทบัญญัติข้อไหนบอกให้เราอดออมจนลำบาก หากแต่สอนให้เราพัฒนาศักยภาพจนร่ำรวยบนความพอดีของตัวเอง และหัวใจที่สำคัญที่สุดคือ “การพึ่งพาตัวเองให้ได้” คุณเจ๋งยกตัวอย่างให้ฟังอย่างเห็นภาพว่า ในวันที่ข้าวกิโลกรัมละ 5 บาท หากเราพึ่งพาตัวเองด้วยการรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน ลงหุ้นซื้อเครื่องสีข้าว ร่วมกันแพ็กถุงทำแบรนด์เอง เราสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นกิโลกรัมละ 25-30 บาท ได้ทันที หรือแม้กระทั่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปจนถึงขั้นร่วมทุนกับกลุ่มทุนใหญ่ เพื่อนำผลผลิตไปวางห้างสรรพสินค้า นั่นคือเป้าหมายของความพอเพียง รวยเท่าที่จะรวยได้ รู้เท่าทันกลไกตลาด และไม่เป็นหนี้
ถอดบทเรียน “ปราชญ์เกษตร” สู่ศิษย์เอกผู้ทำเกษตรเมื่อพร้อม
จากการเดินทางไปสัมภาษณ์ปราชญ์เกษตรทั่วประเทศเพื่อทำสารคดี คุณเจ๋งพบ “สตอรี่” เดียวกันของเกษตรกรยุคเก่า คือการเป็นหนี้ธนาคารหลักล้าน มีที่ดินร้อยไร่ก็หลุดมือจนต้องกลายเป็นลูกจ้างในที่ดินตัวเอง แต่เมื่อปราชญ์เหล่านั้นนำ “เกษตรทฤษฎีใหม่” มาปรับใช้ บางท่านปลดหนี้สองล้านได้ในสองปี บางท่านซื้อที่ดินคืนและขยายเพิ่มจนมีรายได้หลักล้าน ความสำเร็จเชิงประจักษ์นี้จุดประกายให้คุณเจ๋งตั้งปณิธานว่า “วันหนึ่งผมจะเป็นเกษตรกร และจะเปิดศูนย์เรียนรู้เพื่อให้คนมาเห็นว่ามันทำได้จริง”
แต่ถึงอย่างนั้น อดีตคนทำสื่อคนนี้ก็ไม่ได้เดินดุ่มๆ ลาออกมาด้วยภาพเกษตรกรรมในฝัน เขารู้ดีว่าภาพจำในฝันกับความจริงนั้นต่างกันลิบลับ เพราะทิวทัศน์หญ้าสีเขียวขจี ไร่องุ่นกว้างใหญ่ หรือสวนทุเรียนร่มรื่นตามสถานที่ท่องเที่ยวที่เราเคยเห็น แท้จริงแล้วคือ ‘เกษตรโชว์’ ที่หากกำเงินเกษียณออกมาทำโดยไม่มีความรู้และใจรักจริง โอกาสที่จะล้มเหลวก็มีสูงมากทีเดียว
นั่นจึงเป็นเหตุผลให้คุณเจ๋งเลือกที่จะ ‘ทำเกษตรเมื่อพร้อม’ โดยอาศัยช่วงเวลาที่ยังทำงานประจำ ใช้เวลาว่างวันเสาร์-อาทิตย์เดินทางไปฝังตัวเรียนรู้กับปราชญ์เกษตรตัวจริงทั่วประเทศ แล้วนำความรู้เหล่านั้นกลับมาทดลองเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงไก่ในพื้นที่ของตัวเอง ทำทีละนิด ค่อยๆ เก็บเกี่ยวและสะสมทักษะไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมั่นใจเต็มร้อย จึงตัดสินใจก้าวออกจากเซฟโซนมาเป็นเกษตรกรอย่างเต็มตัว”
สวนในศีล ผืนดินแห่งการเรียนรู้สไตล์มิกซ์แอนด์แมตช์
ก้าวแรกของสวนในศีลเริ่มต้นขึ้นบนผืนดินมรดกของแม่ยาย หลังจากวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ครั้งนั้น ต้นขนุนเก่าแก่ 10 ต้นตายเรียบ เหลือเพียงพื้นที่ว่างเปล่า ประจวบเหมาะกับช่วงเวลานั้น คุณเจ๋งกำลังมองหากิจกรรมชวนลูกชายวัย 2 ขวบห่างจากหน้าจอมือถือ สองพ่อลูกจึงชวนกันมาจับจอบขุดดิน ย่ำเท้าลงบนผืนหญ้า ช่วยกันบำรุงดินด้วยปุ๋ยคอก แล้วโรยเมล็ดพันธุ์ผักสวนครัวต้นเล็กๆ ปลูกไว้กินเองและแบ่งปันให้เพื่อนฝูง

จากชั่วโมงเล่นสนุกในวันนั้นกลายเป็นความผูกพัน และรักในผืนดินแบบไม่รู้ตัว จนในวันนี้เด็กชายตัวน้อยเติบโตขึ้นเป็นกำลังหลักสำคัญของสวน และแน่นอนว่าชื่อของ ‘น้องในศีล’ ก็ได้ถูกนำมาตั้งเป็นชื่อสวนแห่งนี้อย่างอบอุ่น
“บนผืนดินขนาดไร่ครึ่งรวมตัวบ้าน คุณเจ๋งชวนเรามองการจัดสรรพื้นที่เล็กๆ ตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ให้ออกดอกออกผลและสร้างมูลค่าได้อย่างน่าทึ่ง ผ่านวิธีคิดแบบ เกษตรผสมผสาน ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ต้องเฝ้ารอรายได้เป็นรายปี แถมยังต้องเสี่ยงกับปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ แต่สำหรับที่สวนในศีลแห่งนี้ มีการวางแผนให้มีผลผลิตสลับสับเปลี่ยนมาสร้างรายได้ให้หมุนเวียนเข้ามาได้ในทุกๆ วัน ทุกเดือน และทุกปี”

ไฮไลต์สะดุดตาในสวนแห่งนี้คือ โรงเรือนปลูกผักสลัดแบบเปิดโล่ง ซึ่งผ่านการลองผิดลองถูกและพัฒนามาหลากหลายเวอร์ชัน ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่เป็นเพียงแปลงดินเรียบง่าย ค่อยๆ ขยับมาใช้อิฐบล็อกกั้นขอบแปลง จนกลายมาเป็นโรงเรือนยกพื้นสูงระบายน้ำดีในปัจจุบัน ซึ่งช่วยให้ควบคุมความชื้นได้ง่ายและลดปัญหาแมลงรบกวนจากหน้าดินได้อย่างดีเยี่ยม

คุณเจ๋งตั้งใจออกแบบหลังคาให้กันแดดกันฝนได้ แต่เลือกที่จะไม่กางมุ้ง เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่า การกางมุ้งในสวนเกษตรอินทรีย์อาจกลายเป็นการ ‘ขังและเลี้ยงแมลง’ ดังนั้นการเปิดให้อากาศถ่ายเทอย่างเป็นธรรมชาติ แล้วเลือกใช้สารชีวภาพธรรมชาติ อย่างน้ำส้มควันไม้ ยาฉุน หรือน้ำกาแฟมาช่วยขับไล่แมลงแทนกลับได้ผลดีกว่า โดยเฉพาะกับผักสลัดยอดฮิตอย่าง คอส บัตเตอร์เฮด และฟิลเล่ไอซ์เบิร์ก ซึ่งคุณเจ๋งได้กระซิบเทคนิคสำคัญกับเราว่า ต้องเก็บผักในตอนเช้าตรู่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นเท่านั้น ผักสลัดถึงจะมีรสชาติหวานกรอบละมุนลิ้น ไม่ขม และไม่มียางเหนียวๆ ออกมา”

นอกจากผักสลัดแล้ว ในสวนยังเต็มไปด้วย ‘พืชผักอายุยืน’ อย่างชะอม ผักหวาน และผักกูดที่ชอบความชื้นเป็นพิเศษ ซึ่งพืชพวกนี้ปลูกเพียงแค่ครั้งเดียวก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตหรือขายได้เรื่อยๆ ในระยะยาวถัดไปข้างๆ กันเป็นแปลงถั่วฝักยาวที่วางแผนปลูกสลับหมุนเวียนกับถั่วพลู เพื่อช่วยปรับสภาพและป้องกันโรคพืชสะสมในดิน รวมถึงพืชสมุนไพรเพื่อสุขภาพอย่าง หนานเฉาเหว่ย (ป่าช้าเหงา) กระเจี๊ยบเขียว มะนาว มะกรูด และต้นเคล ราชินีผักใบเขียวที่ตัดขายได้ทั้งต้น เรียกว่าเป็นการบริหารพื้นที่ได้อย่างคุ้มค่าทีเดียว
ต่อยอดมูลค่า เปลี่ยนผลผลิตเป็นสินทรัพย์

ความชาญฉลาดของการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ที่สวนในศีล คือการสร้างรายได้ที่มากกว่าแค่การขายผลผลิตสด คุณเจ๋งยกตัวอย่าง “มะนาวแฟนซี” ที่ใช้เทคนิคการเสียบยอด ให้ต้นเดียวมีทั้งมะนาวธรรมดา มะกรูด มะนาวคาเวียร์ และมะนาวแดงรสหวาน ซึ่งในไทยมีคนทำเพียงไม่กี่เจ้า จากมะนาวถุงละ 30 บาท พอส่งขายเป็นไม้แฟนซีในกระถาง มูลค่าพุ่งสูงถึงต้นละ 350 บาท! หรืออย่าง “ว่านหางจระเข้ยักษ์” ที่เน้นขายหน่อพันธุ์สำหรับทำอาหารและเครื่องสำอาง

ขยับมาดูในส่วนของสัตว์เลี้ยง และเพื่อนร่วมสวนกันบ้าง คุณเจ๋งจัดสรรพื้นที่ไว้ได้อย่างน่ารักและเกื้อกูลกัน เริ่มจาก “แม่ไก่ไข่อินทรีย์” 12 ตัว ที่เลี้ยงในระบบปิดแบบปลอดภัย มีทั้งห้องนอนอุ่นๆ และพื้นที่ให้เดินเล่นออกกำลังกายอย่างอารมณ์ดี ซึ่งแกลบที่ใช้รองกรงไก่เมื่อผสมกับมูลแล้วก็นำมาหมุนเวียนหมักเป็นปุ๋ยขี้ไก่ชั้นดีส่งขายได้อีกต่อ

ถัดไปเป็นมุมของสัตว์น้ำขนาดกะทัดรัดอย่าง “กุ้งก้ามแดง” หรือลอบสเตอร์น้ำจืด สัตว์เศรษฐกิจพระราชทานที่มีต้นกำเนิดจากดอยอินทนนท์ ให้เนื้อที่หวานเด้งคล้ายเนื้อปู ข้างๆ กันยังมี “หอยเชอร์รีสีทอง”รสหวานหนึบคล้ายหอยหวานทะเล ซึ่งเลี้ยงง่ายด้วยการให้เศษผักสลัดที่เหลือจากในสวนเป็นอาหาร


ไฮไลต์สำคัญที่ขาดไม่ได้คือ มูลไส้เดือนร่อนละเอียด สินค้าพรีเมียมตัวท็อปของสวน ที่เลือกใช้เครื่องร่อนสั่งทำขึ้นมาเป็นพิเศษ ด้วยขนาดตาข่ายถี่เพียง 2-3 มิลลิเมตร ทำให้ได้เนื้อปุ๋ยที่เนียนนุ่มและละเอียด จนกลายเป็นไอเท็มฮอตที่ลูกค้าประจำต่างติดอกติดใจ และต้องเจาะจงเลือกซื้อ ‘ถุงสีขาว’ ของสวนในศีลอยู่เสมอ

บทเรียนชีวิตในคอร์สเรียนรู้ และความปลื้มปีติที่เงินซื้อไม่ได้
ในวันนี้ สวนในศีลได้ทำหน้าที่เป็นศูนย์เรียนรู้ตามความตั้งใจ มีสถาบันการศึกษาและองค์กรต่างๆ แวะเวียนมาดูงานไม่ขาดสาย คุณเจ๋งได้ดีไซน์คอร์สเรียนรู้ออกเป็น 2 รูปแบบหลักๆ คือ “คอร์สเกษตรอินทรีย์ครบวงจร” สำหรับผู้ที่อยากทำเป็นอาชีพ และคอร์สน่ารักๆ อย่าง “เงยหน้าแล้วมาเล่นกัน” ชวนเด็กๆ วางมือถือมาวิ่งเล่นในสวน แข่งเก็บไข่ ทำอาหาร และทำกระดาษสา เป็นกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว

เมื่อเราถามถึงความแตกต่างระหว่างชีวิตโปรดิวเซอร์กับเกษตรกรเต็มตัว คุณเจ๋งยิ้มอย่างอบอุ่นก่อนตอบว่า “รายได้เราอาจจะน้อยลง แต่รายจ่ายเราลดลงไปเยอะมาก ยิ่งตอนวิกฤตโควิด สวนนี้พิสูจน์เลยว่าเราอยู่รอดเพราะมีทั้งไข่ ผัก กุ้ง ปลา หอยกินอุดมสมบูรณ์ งานเดิมเป็นงานที่ผมรักมาก ผมไม่ได้ออกมาเพราะเบื่อ แต่ผมออกมาเพราะตั้งใจจะมาทำสิ่งนี้ ออกมาแบบมีความสุขกับงานเดิม และตั้งใจกับงานใหม่”
ความสุขที่งอกงามจากความพร้อมและการวางแผน
การได้มาเยือนสวนในศีลและนั่งคุยกับคุณเจ๋งในวันนี้ ทำให้เราตระหนักได้ว่า เกษตรกรรมไม่ใช่เรื่องของความบังเอิญหรือทางเลือกสุดท้ายของชีวิต แต่มันคือวิศวกรรมทางวางแผนและศาสตร์แห่งความเพียร คุณเจ๋งพิสูจน์ให้เห็นว่าอุปสรรคแทบไม่มีเลยหากเราเดินทีละก้าว เรียนรู้จนใช่แล้วค่อยลงมือทำ เกษตรกรยุคใหม่ต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้ตั้งแต่ก่อนปลูกว่า “ปลูกอะไร ขายใคร ขายที่ไหน และขายอย่างไร”

ทุกวันนี้ “ออฟฟิศ” ของคุณเจ๋งอยู่ท่ามกลางเสียงนกร้องและยอดผักสีเขียว มีเวลาได้เยียวยาจิตใจและจัดสรรเวลาอยู่กับลูกชายในวัยรุ่นได้อย่างลงตัว ทุกครั้งที่เขาและลูกชายเดินเข้าสุ่มไก่ เก็บไข่สดๆ จากแม่ไก่มาทำอาหาร มันไม่ใช่แค่เรื่องของอิ่มท้อง แต่มันคือความรู้สึกที่เรียกว่า “ความปลื้มปีติ” ความสุขที่ได้กินในสิ่งที่ปลูก พึ่งพาตนเองได้ และได้แบ่งปันองค์ความรู้ส่งต่อให้ผู้คน
สำหรับใครที่กำลังมองหาแรงบันดาลใจในการสร้างพื้นที่สีเขียวของตัวเอง หรืออยากสัมผัสวิถีเกษตรทันสมัยที่เต็มไปด้วยกลยุทธ์และรอยยิ้ม ลองแวะมาเรียนรู้ที่ “สวนในศีล” ดูสักครั้ง แล้วคุณจะพบว่า ความสุขที่แท้จริง…อาจเริ่มต้นจากการเงยหน้าจากจอ แล้วลองก้มลงมองผืนดินตรงหน้าคุณเอง
https://www.facebook.com/NaiseenPimvong





