เมืองฟองน้ำ (Sponge City) คืออะไร? เมื่ออนาคตของเมือง ไม่ใช่การระบายน้ำให้เร็วที่สุด แต่คือการเก็บน้ำไว้ให้มากที่สุด

ในทุกฤดูฝน ภาพถนนที่กลายเป็นคลอง รถติดเพราะน้ำท่วมขัง และระบบระบายน้ำที่รับมือฝนตกหนักไม่ไหว กลายเป็นเรื่องคุ้นชินของคนเมืองจำนวนมาก ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย แต่เกิดขึ้นในมหานครทั่วโลก

ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดจาก “ฝนตกหนัก” เพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากการที่เมืองสมัยใหม่ถูกปกคลุมด้วยพื้นคอนกรีต แอสฟัลต์ และอาคารจำนวนมหาศาล จนพื้นดินแทบไม่มีโอกาสซึมซับน้ำฝนเหมือนในอดีต

แนวคิด “เมืองฟองน้ำ” หรือ Sponge City จึงถือกำเนิดขึ้น เพื่อเปลี่ยนวิธีคิดจากการ “เร่งระบายน้ำออกจากเมือง” มาเป็นการ “ออกแบบเมืองให้ดูดซับน้ำได้เหมือนฟองน้ำ”

เมืองฟองน้ำ คืออะไร

Sponge City คือแนวคิดการออกแบบเมืองที่ทำให้พื้นที่ต่างๆ ภายในเมืองสามารถดูดซับ กักเก็บ กรอง และปล่อยน้ำฝนกลับคืนสู่ธรรมชาติอย่างช้าๆ แทนที่จะปล่อยให้น้ำทั้งหมดไหลเข้าสู่ท่อระบายน้ำในเวลาเดียวกัน

แนวคิดนี้เป็นหนึ่งในรูปแบบของ Nature-based Solutions (NbS) หรือการใช้ธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานของเมือง เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

กล่าวง่ายๆ คือ เมืองไม่ได้พยายาม “เอาชนะน้ำ” แต่เรียนรู้ที่จะ “อยู่ร่วมกับน้ำ”

ทำไมเมืองยุคใหม่จึงท่วมง่ายกว่าเดิม

ในอดีต พื้นดินสามารถดูดซับน้ำฝนได้เอง แต่เมื่อเมืองขยายตัว พื้นที่สีเขียวถูกแทนที่ด้วยคอนกรีต ถนน และลานจอดรถ

เมื่อน้ำฝนตกลงมา

  • น้ำซึมลงดินได้น้อย
  • น้ำไหลบ่าบนผิวถนนรวดเร็วขึ้น
  • ระบบท่อระบายน้ำต้องรับภาระมหาศาลในเวลาเดียวกัน
  • หากฝนตกเกินความสามารถของระบบ น้ำจึงท่วมทันที

ขณะเดียวกัน เมืองจำนวนมากยังเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง เพราะน้ำฝนที่ควรซึมลงสู่ชั้นใต้ดินกลับถูกระบายออกสู่แม่น้ำหรือทะเลอย่างรวดเร็ว จึงเกิดสถานการณ์ที่เมืองหนึ่งสามารถ “น้ำท่วมในฤดูฝน และขาดน้ำในฤดูแล้ง” พร้อมกันได้

เมืองฟองน้ำทำงานอย่างไร

หัวใจสำคัญของ Sponge City คือการเลียนแบบวงจรน้ำตามธรรมชาติ โดยใช้พื้นที่สีเขียวและโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวร่วมกับระบบวิศวกรรมเดิม

องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่

  • ถนนและทางเดินที่ใช้น้ำซึมผ่านได้
  • สวนรับน้ำฝน
  • พื้นที่ชุ่มน้ำหรือบึงธรรมชาติ
  • หลังคาสีเขียว
  • สวนสาธารณะที่สามารถกักเก็บน้ำชั่วคราว
  • คูรับน้ำหรือ Bioswale สำหรับชะลอการไหลของน้ำ
  • ระบบเก็บน้ำฝนเพื่อนำกลับมาใช้รดต้นไม้ ล้างถนน หรือใช้ในอาคาร

เมื่อฝนตก น้ำจะไม่ไหลลงท่อทั้งหมด แต่ถูกกระจายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อซึมลงดิน กรองสิ่งสกปรก และค่อย ๆ ปล่อยกลับสู่ระบบน้ำตามธรรมชาติ

เมืองฟองน้ำไม่ได้มีไว้แก้น้ำท่วมอย่างเดียว

ข้อดีของ Sponge City มีมากกว่าการลดน้ำท่วม ได้แก่

  • ลดน้ำท่วมฉับพลันจากฝนตกหนัก
  • เติมน้ำใต้ดินตามธรรมชาติ
  • ลดมลพิษในน้ำฝนก่อนปล่อยลงแม่น้ำ
  • เพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง
  • ลดปรากฏการณ์เกาะความร้อน (Urban Heat Island)
  • เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ
  • ช่วยสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง
  • เพิ่มคุณภาพชีวิตของคนเมืองด้วยพื้นที่สาธารณะที่ใช้งานได้จริง

จึงถือเป็นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ให้ผลลัพธ์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตในระยะยาว

ประเทศไหนใช้แนวคิดนี้แล้วบ้าง

แม้คำว่า Sponge City จะได้รับความนิยมจากประเทศจีน ซึ่งเริ่มผลักดันเป็นนโยบายระดับชาติในปี 2014 แต่แนวคิดลักษณะเดียวกันถูกนำไปใช้ในหลายประเทศทั่วโลก

ตัวอย่างเช่น

  • จีน พัฒนาเมืองนำร่องหลายสิบแห่ง โดยใช้สวนสาธารณะ พื้นที่ชุ่มน้ำ และวัสดุซึมน้ำเป็นส่วนหนึ่งของผังเมือง
  • เดนมาร์ก ออกแบบสวนและพื้นที่สาธารณะให้กลายเป็นแก้มลิงในช่วงฝนตกหนัก
  • สิงคโปร์ พัฒนาพื้นที่ริมน้ำและอ่างเก็บน้ำควบคู่กับการสร้างเมืองสีเขียว
  • ออสเตรเลีย ใช้แนวคิด Water Sensitive Urban Design (WSUD) เพื่อจัดการน้ำฝนและเพิ่มความยืดหยุ่นของเมือง

แม้แต่หลายเมืองในยุโรปและสหรัฐอเมริกาก็เริ่มหันมาใช้แนวทาง Green Infrastructure มากขึ้น เพราะการขยายท่อระบายน้ำเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรองรับฝนสุดขั้วจากภาวะโลกร้อนได้อีกต่อไป

แล้วประเทศไทยทำได้หรือไม่

ประเทศไทยมีศักยภาพในการประยุกต์ใช้แนวคิดเมืองฟองน้ำอย่างมาก โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ที่เผชิญปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก

การพัฒนาอาจเริ่มจากโครงการขนาดเล็ก เช่น

  • ทางเท้าซึมน้ำ
  • สวนรับน้ำฝนในชุมชน
  • หลังคาเขียวบนอาคาร
  • พื้นที่ชุ่มน้ำในสวนสาธารณะ
  • ลานจอดรถที่ใช้น้ำซึมผ่านได้
  • ระบบเก็บน้ำฝนในบ้านและอาคาร

แม้แต่บ้านพักอาศัยก็สามารถนำแนวคิดเดียวกันมาใช้ได้ เช่น การเลือกวัสดุปูพื้นแบบซึมน้ำ การทำ Rain Garden หรือการเก็บน้ำฝนไว้ใช้ในสวน

เมื่อแนวคิดนี้ถูกนำไปใช้ตั้งแต่ระดับบ้าน อาคาร ไปจนถึงระดับเมือง ก็จะช่วยลดภาระของระบบระบายน้ำได้อย่างมีนัยสำคัญ

เมืองแห่งอนาคต อาจไม่ใช่เมืองที่มีท่อระบายน้ำใหญ่ที่สุด

แต่คือเมืองที่ออกแบบให้ธรรมชาติกลับมาทำหน้าที่ของตัวเองอีกครั้ง เมื่อเมืองสามารถดูดซับน้ำได้เหมือนฟองน้ำ ฝนที่เคยเป็นปัญหาอาจกลายเป็นทรัพยากรสำคัญของเมืองในอนาคต และนั่นคือเหตุผลที่ “Sponge City” กำลังกลายเป็นหนึ่งในแนวคิดการออกแบบเมืองที่ทั่วโลกจับตามอง เพื่อรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่ไม่แน่นอนในศตวรรษที่ 21

แหล่งอ้างอิง

โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) อธิบายว่า Sponge City เป็นแนวทางการใช้โครงสร้างพื้นฐานสีเขียวเพื่อเพิ่มความสามารถของเมืองในการดูดซับและจัดการน้ำฝนอย่างยั่งยืน

เอกสารของ ICLEI ระบุว่าแนวคิดนี้ผสาน Nature-based Solutions เช่น หลังคาเขียว พื้นซึมน้ำ และพื้นที่ชุ่มน้ำ เพื่อกักเก็บและนำน้ำฝนกลับมาใช้ พร้อมตั้งเป้าหมายลดน้ำไหลบ่าอย่างมีนัยสำคัญ

งานวิจัยในวารสาร Land Use Policy อธิบายว่า Sponge City เป็นการบูรณาการพื้นที่สีเขียวและสีน้ำ (Blue-Green Infrastructure) เข้ากับการวางผังเมือง เพื่อจัดการน้ำท่วม น้ำฝน และคุณภาพน้ำในเขตเมือง

wassukon

wassukon

ไม่ได้จบโดยตรงด้านออกแบบ แต่ฝันอยากเป็นสถาปนิกแล้วโลกก็เหวี่ยงให้มาเขียนงานด้านออกแบบเป็นสิบปี ตอนนี้เลยมีโลกส่วนครัวมากกว่าโลกส่วนตัวไปแล้ว