เชอรี่เชื่อมสีแดงสดที่วางมาบนเค้กหรือไอศกรีมมันช่วยให้ดูน่ากินขึ้นไปอีกหลายเท่า เรียกได้ว่าเป็นวัตถุดิบที่ทำให้อาหารดูหรูขึ้นมาทันที เวลากัดลงไปจะรู้สึกถึงเนื้อเชอรี่กรอบๆ ทำให้กลายเป็นขวัญใจของทั้งเด็ก และ ผู้ใหญ่ไปเลย
เชอรี่ชนิดนี้เรียกว่า มาราชิโนเชอรี่ (Maraschino Cherry) ไม่ใช่เชอรี่สดแบบที่กินเป็นผลไม้ แต่ส่วนใหญ่แล้วร้านเบเกอรี่มักจะเรียกเชอรี่ประเภทนี้ว่า เชอรี่เชื่อม ใช้ในการแต่งหน้าขนมให้ดูสวยงาม รวมถึงร้านเครื่องดื่มต่างๆ มักจะสร้างสรรค์เมนูที่มีเชอรี่เชื่อมเป็นส่วนประกอบ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟปั่นใส่เชอรี่เชื่อม หรือเครื่องดื่มหรือค็อกเทลที่นิยมตกแต่งแก้วด้วยเชอรี่เชื่อมทำให้ดูหรูขึ้นมาทันที
ในสมัยก่อนมาราชิโนเชอรี่ หรือเชอรี่เชื่อมเป็นของราคาแพง เนื่องจากเป็นสินค้าที่ผลิตส่งให้กับเจ้านายและเชื้อพระวงศ์หรือเศรษฐีโดยเฉพาะ เพราะคำว่า มาราชิโน (Maraschino) หมายถึง การนำเชอรี่พันธุ์มาร์ราสกา (Marasca Cherry) ซึ่งเป็นเชอร์รี่ป่า (Sour Cherry) ที่มีแหล่งกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในเทือกเขาดัลเมเชี่ยน (Dalmatian Mountains) ในโครเอเชียก่อนที่แพร่ขยายไปในเขตยุโรปตะวันออก วิธีการผลิตแบบดั้งเดิม คือ การนำเชอรี่มาบีบให้แตก (Crashed) ก่อนเชื่อม และหมักกับเหล้ามาราชิโน (Maraschino Liqueur) ของอิตาลีจนกระทั่งมีรสชาติหอมอร่อยเป็นขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งผู้เขียนก็คิดว่าหมักเหล้านั่นแหละเป็นตัวทำให้แพง ถึงแม้ว่าผลิตภัณฑ์นี้จะได้รับความนิยมมากในยุโรป แต่กระบวนการผลิตในปัจจุบันก็เปลี่ยนไป เนื่องจากการหมักด้วยเหล้าจะขัดต่อกฎหมายควบคุมแอลกอฮอลล์ในหลายๆ ประเทศ จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิตจากการหมักเหล้าเป็นวิธีอื่น

กระบวนการผลิตเชอรี่เชื่อมสมัยใหม่จะเริ่มจากการเลือกเชอรี่สดมาก่อน ซึ่งไม่ใช่เชอรี่ทุกพันธุ์ที่สามารถนำมาผลิตได้ โดยส่วนใหญ่นิยมให้เชอรี่หวาน (Sweet Cherries) เช่น ในอเมริกานิยมใช้พันธุ์รอยัลแอนน์ (Royal Ann) เรนเนียร์ (Rainier) หรือเชอรี่สีทอง สามารถเลือกใช้แบบที่มีก้านหรือไม่มีก้านก็ได้ อาจจะต้องมีการคัดขนาดให้เท่ากันแล้วนำมาแช่ในน้ำผสมกับซัลเฟอร์ไดออกไซด์ซึ่งเป็นวัตถุกันเสีย และแคลเซียมคลอไรด์ ซึ่งเป็นทำให้ผลเชอร์รี่กรอบเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน การแช่ในสารละลายด่างจะมีผลทำให้สีของเชอรี่ซีดลงและความหวานจะหายไป เมื่อแช่ครบกำหนดจะนำผลเชอรี่ไปล้างเพื่อกำจัดสารเคมีออกให้หมดก่อนนำไปแช่ในน้ำเชื่อมร้อนๆ เพื่อให้ผลเชอรี่ดูดความหวานเข้าไป กระบวนการนี้ใช้เวลา 5 วันเพื่อให้แน่ใจได้ว่าผลเชอรี่มีความหวานตามต้องการ รวมถึงไม่มีสารละลายต่างๆ ปนอยู่ในเนื้อเชอรี่แล้ว ขั้นตอนต่อมา คือ การนำเชอรี่ไปย้อมสี ซึ่งจะมี 2 สี คือ สีแดง และสีเขียว มีการแต่งรสชาติให้อร่อยมากขึ้น หลังจากนั้นจะเป็นเชอรี่ไปชุบในน้ำเชื่อมก่อนนำไปเป่าแห้งเพื่อให้ผิวดูเงางามน่ารับประทาน
การผลิตเชอรี่เชื่อมแบบโฮมเมดสามารถทำได้ แต่จะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ แบบมีแอลกอฮอลล์โดยการใช้เชอรี่สดที่ไม่มีเมล็ดมาผสมกับน้ำตาลทรายขาวนิดหน่อยแล้วใส่ขวดโหลแก้วประมาณ ¾ ขวด ก่อนจะเติมเหล้ามาราชิโนลงไปให้เต็ม เขย่าๆ เพื่อให้น้ำตาลละลายก่อนเก็บในตู้เย็นประมาณ 2-4 สัปดาห์แต่อย่าลืมเขย่าทุกวันล่ะ สำหรับคนที่ไม่มีเหล้ามาราชิโนสามารถให้บรั่นดีแทนได้ และแบบที่สองคือแบบไม่มีแอลกอฮอลล์ คือ วิธีการผลิตแบบแช่ในน้ำเกลือก่อนนำไปเชื่อมในน้ำเชื่อมผสมกลิ่นจนกระทั่งได้ตามต้องการ
เชอรี่เชื่อมที่ขายในบ้านเรามี 2 แบบ คือ แบบมีก้านจะแช่มาในน้ำเชื่อมบรรจุในขวดแก้ว และแบบไม่มีก้านซึ่งจะแช่อิ่มมาแห้งๆ ซึ่งทั้ง 2 แบบราคาก็ไม่เท่ากัน ปกติผู้เขียนไม่เคยลองกินเชอรี่เชื่อมสีเขียวเพราะรู้สึกว่ามันแปลกๆ แต่พอลองกินแล้วพบว่ารสชาติของเชอรี่ทั้งสองสีไม่เหมือนกัน สีแดงจะเป็นรสอัลมอนด์ ในขณะที่สีเขียนเป็นรสมิ้นต์ แต่ในบ้านเราเห็นสองสีนี้เป็นหลัก แต่ในต่างประเทศจะมีสีเหลือง สีน้ำเงิน แถมมีการแต่งรสชาติให้หลากหลายอย่างของยี่ห้อ Roland ที่มีเชอรี่เชื่อมรสมะนาว เสารส เลมอน เบอรี่ป่า และช็อคโกแล็ต
การใช้เชอรี่เชื่อมสามารถนำมาใช้ได้อย่างหลากหลาย ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์เพราะถ้าซื้อแบบมีก้าน จะนิยมใช้ในการแต่งหน้าขนม หรือตกแต่งแก้วเครื่องดื่ม แต่ถ้าซื้อแบบไม่มีก้าน สามารถใช้ในการทำเบเกอรี่ หรืออาหารว่างได้โดยผสมลงไปในผลิตภัณฑ์ได้เลย หรือจะเอามาทำซอสอย่าง Cherry Sauce เสิร์ฟคู่กับกับพวกเนื้ออบหรือฟัวกราส์ก็ใช้ได้ หรือไม่ต้องทำอะไรแค่ใส่มาในแก้วเครื่องดื่มกลุ่มโซดาก็อร่อย อย่างตอนไปต่างประเทศบางที่เวลาสั่งโค้กเขาจะใส่เชอรี่เชื่อมลงมาในแก้วให้ด้วย ก็อร่อยดี แต่อยากจะบอกคนขายว่า ขอเพิ่มเชอรี่เชื่อมอีกได้ไหม ของชอบ





