ทาวน์โฮมไวบ์ดีหลังนี้ของคุณจีน่า-จินาภรณ์ พุ่มศิริ และคุณโบ๊ท-นิธิศ วารายานนท์ ตกแต่งโดยนำความชอบของทั้งคู่มาผสมผสานกัน เรียบง่ายแต่ก็เต็มไปด้วยสีสัน อบอุ่นแต่ก็ดูสนุกสนาน ในความโมเดิร์นก็ยังแฝงความดิบเท่เอาไว้ ซึ่งกว่าจะออกมาเป็นเวอร์ชันนี้คุณจีน่าและคุณโบ๊ทบอกว่าผ่านการปรับนั่นย้ายนี่มาแล้วหลายครั้งเพื่อให้ตอบโจทย์ทั้งไลฟ์สไตล์ พื้นที่ใช้สอย ฟังก์ชัน ไปจนถึงการอยู่อาศัยของเหล่าแมวเหมียว และสิ่งสำคัญที่สุดคือการบาลานซ์พลังงานของบ้านให้สมดุล ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป



จากคอนโดฯ สู่ทาวน์โฮม 3 ชั้น การลงทุนกับบ้านหลังแรกด้วยกัน “ก่อนหน้านี้จีน่ายังทำงานเป็นแอร์โฮสเตสอยู่ เลยอยากหาโลเคชันที่อยู่ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อความสะดวกในการเดินทาง โจทย์แรกคือตั้งใจมาดูห้องคอนโดฯ ซึ่งอยู่โครงการด้านหน้า แต่ปรากฏว่าขายหมดแล้ว วันนั้นก็มากับคุณโบ๊ทด้วย แล้วบังเอิญเขาไปเห็นภาพตึกเหมือนโครงการอะไรสักอย่างเลยสอบถามว่าคืออะไร เซลส์ก็บอกว่าเป็นโครงการหมู่บ้านอีกหนึ่งโครงการอยู่ด้านใน เราเลยตัดสินใจเดินเข้ามาดูกัน”
“พอเข้ามาดูผมก็รู้สึกชอบทันทีเลย ด้วยโครงการหมู่บ้านสมัยนั้นจะไม่ค่อยเห็นทาวน์โฮมที่ด้านในออกแบบเป็นดูเพล็กซ์ บวกกับบรรยากาศรอบๆ ที่มองเห็นวิวต้นไม้ ดูกรีนๆ มีบ่อน้ำ พอเข้าไปนั่งในห้องตัวอย่างเดี๋ยวผีเสื้อบินผ่าน สักพักมีลมพัดมาเย็นสบาย ไวบ์ทุกอย่างมันดีไปหมดเลย”


แม้ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะซื้อบ้าน แต่เมื่อไวบ์มันใช่ทั้งคู่จึงตัดสินใจเลือกที่นี่ แม้จะมีข้อจำกัดเรื่องห้องเก็บของและบันไดที่มีหลายชั้นก็ตาม “บ้านหลังนี้จะไม่มีห้องเก็บของ เป็นบ้านสไตล์คนรุ่นใหม่ ด้านหน้าแคบแต่ลึก เพดานสูง มีบันไดเยอะ ถ้าครอบครัวที่มีผู้ใหญ่เขาคงไม่เลือกกันแต่ว่ามันค่อนข้างตอบโจทย์เรา ก่อนจะย้ายเข้ามาเลยต้องคิดกันก่อนว่าจะเอาของอะไรเข้ามาได้บ้าง เพราะมีพื้นที่จำกัด” คุณจีน่าบอก ก่อนที่คุณโบ๊ทจะเล่าเสริมว่า “ตอนแรกผมคิดว่าพื้นที่น่าจะเพียงพอ บ้านมีตั้ง 3 ชั้น แล้วเราอยู่กันแค่ 2 คน พออยู่ไปอยู่มาก็รู้สึกว่าการไม่มีห้องเก็บของนี่เป็นพอยต์สำคัญของบ้านเหมือนกัน ทำให้เราได้ฝึกสกิลในการจัดบ้าน เรียนรู้วิธีในการเพิ่มหรือหาพื้นที่ในการจัดเก็บสิ่งของต่างๆ” (กลายเป็นจุดเริ่มต้นของบริการรับจัดระเบียบบ้านที่ทุกคนรู้จักกันภายใต้ชื่อ “JudgeBaan จั๊ดบ้าน”)



นอกจากนี้ทั้งคู่ยังเน้นตกแต่งบ้านด้วยงาน DIY ที่ช่วยกันทำเองเกือบทั้งหมด ไปจนถึงการเลือกเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวที่สามารถปรับเปลี่ยน ขยับขยาย และทดลองจัดวางฟังก์ชันใหม่ๆ ได้ตามการใช้ชีวิตในแต่ละช่วงเวลา คุณจีน่ามองว่า “ด้วยเรามีงบประมาณจำกัด คือกรุบกริบมากสำหรับการตกแต่งภายใน เราสองคนเลยพยายามทำอะไรกันเองให้ได้มากที่สุด ตั้งแต่ทาสี ติดชั้นวางของ ขนตู้เข้ามาเอง ปูกระเบื้อง บ้านก็เลยเหมือนพื้นที่ให้เราได้ทดลอง คือแทบจะไม่มีงานบิลต์อินเลย”
“คือเราไม่ได้ทำทีเดียวจบ ปัง! เพราะยังไม่นิ่งกับความต้องการของตัวเอง บวกกับไลฟ์สไตล์ของเราที่มันไม่ได้เหมือนเดิมตลอดเวลา ส่วนใหญ่เลยเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ลอยตัวแล้วเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามฟังก์ชันการใช้ชีวิตในช่วงนั้น คุณจีน่าจะเป็นคนดูภาพรวม คอยบาลานซ์ความชอบของผมกับของเขา คุมโทนสีให้มันกลมกลืนกัน ส่วนผมจะหนักไปทางเรื่องไลต์ติง มุมนี้ดูหนัง มุมนี้เล่นเกม มู้ดแต่ละห้องก็จะต่างกันไป ช่วยเสริมบรรยากาศให้บ้านสวยน่าอยู่มากขึ้นด้วย”


และจุดเปลี่ยนสำคัญในการตกแต่งบ้านคือการรับเหล่าเจ้าแมวเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ “ตอนแรกแต่งบ้านสวยเหมือนในนิตยสารเลย มีต้นไม้จริง โซฟานวมนุ่มๆ พังหมดเลยครับ” คุณโบ๊ทบอกพร้อมหัวเราะก่อนที่คุณจีน่าจะเล่าต่อว่า “พอมีแมวเราก็ลดทอนอะไรไปเยอะเหมือนกัน เพราะจะมีแมวนักขุดอยู่ตัวหนึ่ง ต้นไม้ในบ้านก็มีไม่ได้แล้ว ต้องเอาออกไปด้านนอกหมด เปลี่ยนเป็นโซฟาหนัง (แบบที่แมวจะไม่ข่วน) พรมฟูๆ นิ่มๆ ก็เปลี่ยนเป็นพรมขนสั้นที่ทำความสะอาดได้ง่าย แล้วก่อนหน้านี้เราใช้กระบะทราย พอมีห้องน้ำแมวอัตโนมัติที่ขนาดค่อนข้างใหญ่เราก็ต้องมาคิดว่าจะวางไว้ตำแหน่งไหนที่ลงตัวทั้งเรื่องกลิ่นและสายไฟ”


สำหรับพื้นที่ภายในบ้านทั้ง 3 ชั้นถูกแบ่งไว้อย่างชัดเจน มีทั้งพื้นที่ส่วนกลาง พื้นที่ส่วนตัว และพื้นที่ของเรา “จริงๆ มันปรับมาเยอะเหมือนกันกว่าจะเป็นอย่างที่เห็นตอนนี้ ชั้น 1 จะเป็นลิฟวิง ส่วนชั้นลอยก่อนหน้านี้เราใช้เป็นมุมกินข้าว ไปสั่งคัสตอมโต๊ะให้มีขนาดพอดีกับห้อง ซึ่งเราพยายามทำให้มันเป็นมุมกินข้าวมาตลอด แต่เอาเข้าจริงๆ ไลฟ์สไตล์ของเราคือจะมานั่งกินข้าวกันหน้าทีวีมากกว่า สุดท้ายเลยกลายมาเป็นเหมือนมุมสตูดิโอไว้นั่งทำงาน และด้วยขนาดห้องครัวเล็กมาก โต๊ะกินข้าวเลยทำหน้าที่เป็นเหมือนไอส์แลนด์ด้วย ค่อนข้างมัลติฟังก์ชัน”


ชั้น 2 แบ่งเป็นห้องของคุณโบ๊ทที่เต็มไปด้วยเครื่องดนตรีและของสะสม ขณะที่อีกฝั่งเป็นห้องเสื้อผ้าของคุณจีน่า ส่วนชั้น 3 จะเป็นห้องนอน “ชั้น 2 เราจะแบ่งกันคนละห้องเลย ต่างคนต่างมีสิทธิ์เลือกของตกแต่งเองแบบ 100% ของผมจะมีเครื่องดนตรีกับของสะสมเยอะ กิจกรรมแบบเด็กผู้ชาย ออกกำลังกาย เล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง ทุกอย่างรวมกันอยู่ในนั้นแบบแมนเคฟ (Man Cave)” “ส่วนจีน่าตั้งใจแต่แรกเลยว่าจะต้องเป็นห้องเสื้อผ้า ด้วยเคยอยู่คอนโดฯ มาก่อน ปริมาณของที่เรามีเยอะที่สุดคือเสื้อผ้า ซึ่งจำเป็นมากๆ ที่เราจะต้องมีห้องหนึ่งไว้สำหรับจัดเก็บโดยเฉพาะ นอกจากนี้ช่วงหลังๆ ก็จะมีเก็บของที่เป็นความทรงจำของเราไว้ด้วย ฟังก์ชันหลักในห้องจีน่าเลยจะเป็นราวแขวนผ้า ตอนแรกห้องจะแน่นมาก แต่หลังจากมาเป็นนักจัดระเบียบบ้านรู้สึกได้ว่าเสื้อผ้าเริ่มลดลงไปเรื่อยๆ อาจเป็นเพราะเห็นเสื้อผ้าในบ้านคนอื่นมาเยอะ จนทำให้เราค่อยๆ ลดของตัวเอง ไม่ค่อยซื้อใหม่ ส่วนที่มีอยู่ก็เคลียร์ออกไปบ้าง”

คุณจีน่าเล่าต่ออีกว่า “ส่วนชั้น 3 จะเป็นห้องนอนของเรากับห้องเสื้อผ้าคุณโบ๊ท ก่อนนี้จะมีของตกแต่งจุกจิกเยอะเหมือนกัน แต่จีน่ารีเควสเองว่าขอบรรยากาศที่สงบผ่อนคลายหน่อยได้ไหม (หัวเราะ) เขาบอกกันว่าในวันหนึ่งคนเราจะต้องมีการสลับบทบาท สลับโหมดชีวิต พอจะเข้าห้องนอนเลยอยากให้เป็นโหมดบรรยากาศที่บอกเราว่าต้องนอนแล้วนะ ช่วยให้เราสามารถพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ ในห้องเสื้อผ้าจีน่าตอนนี้ก็แบ่งเป็นมุมเสื้อผ้าไปทำงาน เสื้อผ้าอยู่บ้าน เวลาเลือกจะได้รู้ว่าวันนี้เราจะเป็นบทบาทอะไร จะไปไหน แล้วพุ่งตัวไปที่มุมนั้นโดยไม่ต้องสับสน”


หลังจากอยู่มา 9 ปี ทั้งคู่ค้นพบว่าบ้านขนาดกะทัดรัดหลังนี้คือความพอดีที่พอดีจริงๆ “เราพยายามใช้ฟังก์ชันทุกห้องให้คุ้มค่า เราเองก็ชอบเรื่องการจัดระเบียบบ้านอยู่แล้วด้วย บวกกับชอบศึกษาบ้านของคนญี่ปุ่นที่ชอบสะสมของแต่มีพื้นที่น้อย แล้วเขาทำยังไงให้ทุกพื้นที่ใช้งานได้เต็มที่ที่สุด ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เราจริงๆ หัวใจสำคัญคือ ไม่ต้องเผื่อ ถ้าวันนี้เรายังไม่ได้ใช้ชีวิตแบบนั้นก็ยังไม่ต้องไปทำฟังก์ชันในบ้านเผื่อเอาไว้ การจัดบ้านจึงทำให้เราได้รู้จักตัวตนของตัวเองชัดเจนขึ้น”

“ผมมองว่าคนที่เป็นเจ้าของบ้าน ดูแลบ้านเองทั้งหมดจะโกหกตัวเองไม่ได้ คือรู้อยู่ในใจว่ามีบางมุมที่เราทำเป็นมองไม่เห็นหรือปิดตาข้างหนึ่งอยู่แล้วสุมๆ ของเอาไว้ ซึ่งผมไม่อยากให้มันเกิดขึ้นในบ้านของเรา ทุกจุดเราต้องรู้จริงๆ เพราะบ้านจะให้พลังงานบางอย่างกับเราเสมอ บ้านสื่อสารอะไร รู้สึกยังไงเราต้องรู้ อย่างเวอร์ชันแรกที่ตกแต่งบรรยากาศบ้านจะสบายเกิน ไม่ค่อยแอกทีฟ จากนั้นเราก็ปรับให้สนุกสนานมากขึ้น ทีนี้เริ่มเหนื่อย ส่วนตอนนี้เราบาลานซ์ให้มันอยู่ตรงกลาง รู้สึกว่าใช้ชีวิตได้สมดุล กลับมาบ้านก็มีทั้งมุมสำหรับพักผ่อนในขณะเดียวกันก็ยังมีมุมให้นั่งทำงานได้ด้วย”


“สุดท้ายจีน่าว่ามันยากตรงการหาสมดุลนี่แหละ ทำยังไงไม่ให้สุดไปทางใดทางหนึ่ง อย่างคุณโบ๊ทจะชอบอะไรที่ดูเรียบร้อย มีสีสัน ส่วนจีน่าจะชอบสไตล์รัสติก เน้นโชว์พื้นผิววัสดุ มันเลยจะมีความคอนทราสต์กันอยู่ แต่พอมองแล้วมันทำให้เราเกิดไอเดียในแต่ละวันได้ดี ไม่น่าเบื่อ ซึ่งกว่าจะลงตัวพอดีกับเราก็ต้องใช้เวลาในการลองผิดลองถูก “อย่างที่คุณโบ๊ทบอกมันมีช่วงที่มู้ดบ้านสบายเกินไป ช่วงไหนต้องเดินทางบ่อย ของที่เคยวางไว้เพื่อความสวยงามก็จะลดน้อยลง เพื่อให้สะดวกต่อการทำความสะอาด ที่จีน่าชอบพูดคือ บ้านควรจะมีพื้นที่มากพอให้สามารถปรับไปตามไลฟ์สไตล์หรือชีวิตของเราที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอด เมื่อไม่นานมานี้จีน่าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตอนเด็กๆ เราก็อยากมีพื้นที่ของตัวเองแบบนี้ อยากมีบ้านของเรา เป็นบ้านที่มีแมว ขนาดบ้านที่เคยรู้สึกว่าเล็กไป ตอนนี้รู้สึกว่ามันพอดีมากๆ แล้ว ใหญ่กว่านี้คงทำความสะอาดไม่ไหว…ที่บอกว่าพอดีกับเราคือมันพอดีจริงๆ” คุณจีน่าบอกทิ้งท้าย





